อาร์แซน เวนเกอร์รับตำแหน่งผู้จัดการทีมชุดใหญ่ครั้งแรกกับน็องซี่ในปี 1984 แต่ไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จเท่าไรนัก ในปีที่ 3 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของเขาที่น็องซี่นั้น น็องซี่ปิดฤดูกาลด้วยอันดับ 19 ของตารางและต้องตกไปเล่นในลีกเดอฝรั่งเศส ชีวิตการเป็นผู้จัดการทีมของเขาเริ่มดีขึ้นเมื่อเขาได้มาเป็นผู้จัดการทีมของเอเอส โมนาโก ในปี 1987 และได้แชมป์ลีกในปี 1988 ซึ่งก็เป็นฤดูกาลแรกที่เข้ามาคุมทีมนั่นเอง จากนั้นก็คว้าแชมป์เฟรนช์คัพในปี 1991 เวนเกอร์เคยเซ็นสัญญาซื้อตัว Glean Hoddle, George Weah และ เจอร์เก้น คลิ้นซ์แมนน์ มาร่วมทีมอีกด้วย นอกจากนั้นยังได้เซ็นสัญญากับ ยูริ จอร์เกฟ (Youri Djorkaeff) มาจากอาร์ซีสตาร์สบูร์กที่ได้กลายมาเป็นนักเตะทีมชาติฝรั่งเศสชุดที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 1998 และดาวซัลโวลีกเอิง ฝรั่งเศส (20 ประตู)ในปีสุดท้ายที่เวนเกอร์คุมทีมอยู่ในฝรั่งเศส
ในปี 1994 เป็นปีที่โชคร้ายของเวนเกอร์ เมื่อเขาปฏิเสธข้อเสนอจากบาเยิร์น มิวนิคและการเป็นโค้ชทีมชาติฝรั่งเศส แต่โมนาโกจบฤดูกาลด้วยการเป็นอันดับ 9 ของตาราง ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่สโมสรตั้งเอาไว้ หลังจากนั้น เขาก็ถูกไล่ออก
ต่อมา เขาได้ย้ายไปประสบความสำเร็จกับช่วงเวลาสั้นๆ 18 เดือนกับทีมฟุตบอลในเจลีกของ ญี่ปุ่น คือ นาโงย่า แกรมปัส 8 โดยเวนเกอร์พาลูกทีมคว้าถ้วยพระราชทานสมเด็จพระจักรพรรดิ ซึ่งเป็นฟุตบอลชิงถ้วยของประเทศ นอกจากนั้นยังพาทีมที่เคยอยู่ในอันดับ 3 จากท้ายตารางขึ้นมาเป็นรองแชมป์ได้ในลีก ที่แกรมปัสนี้ เขาได้ว่าจ้างให้ Boro Primorac ผู้จัดการทีมของ Valenciennes มาเป็นผู้ช่วยของเขา และก็ได้เป็น"มือขวา"ของเวนเกอร์เป็นเวลาหลายปี
เวนเกอร์นั้นถือว่าเป็นคนที่โชคดีที่ได้เป็นเพื่อนกับคนที่จะได้เป็นรองประธานสโมสรฟุตบอลอาร์เซนอลในเวลาต่อมา นั่นคือ เดวิด ดีน ในคราวที่ทั้งสองได้พบกันเมื่อเวนเกอร์ไปชมเกมระหว่างอาร์เซนอลกับควีน พาร์ค เรนเจอร์ ในปี 1988 ต่อมา หลังจากที่ Bruce Rioch ได้ลาออกไปในเดือนสิงหาคม ปี 1996 นั้น Gérard Houllier ที่ต่อมาได้เป็นผู้อำนวยการทางเทคนิคของสหพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศสได้แนะนำให้เดวิด ดีนชวนเวนเกอร์มาทำงานแทนในปี 1996 อาร์เซนอลยืนยันการว่าจ้างอาร์แซน เวนเกอร์เป็นผู้จัดการทีมในวันที่ 28 กันยายน ปี 1996 และเขาก็ได้เข้ามารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม ปีเดียวกันนั้นเอง เวนเกอร์เป็นผู้จัดการทีมของอาร์เซนอลคนแรกที่มาจากประเทศนอกสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์ แม้ว่าผู้อำนวยการทางเทคนิคที่มีศักยภาพของสมาคมฟุตบอลจะเป็นคนชักชวนให้เวน เกอร์มารับตำแหน่งนี้ แต่ในเวลานั้น แทบไม่มีใครในอังกฤษเลยที่รู้จักชื่อของคนๆนี้
ก่อนที่เวนเกอร์จะเข้ามาคุมทีมอย่างเป็นทางการนั้น เขาต้องวางแผนที่จะเสริมความแข็งแกร่งและเฉียบขาดของทีมก่อน เวนเกอร์ได้ร้องขอให้สโมสรเซ็นสัญญาปาทริก วิเอร่า มิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศส และเรมี่ การ์ดในช่วง 1 เดือนก่อนที่จะเข้ามารับตำแหน่ง เกมแรกที่เขาคุมทีมลงเล่นคือเกมที่เอาชนะแบล็คเบิร์นโรเวอร์สไปได้ 2-0 เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ปี 1996
ฤดูกาลที่ 2 ที่เขาเข้ามาคุมทีมนั้น (ฤดูกาล 1997-98) เป็นฤดูกาลที่อาร์เซนอลสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ชิพและเอฟเอคัพซึ่งเป็นการคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้เป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ของสโมสร (ฤดูกาลนั้นอาร์เซนอลทิ้งห่างแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดถึง 12 คะแนนทั้งๆที่แข่งน้อยกว่า 2 นัด) ความสำเร็จครั้งนี้ต้องให้เครดิตกับปราการหลังฉายา "แบ็คโฟร์" ที่เป็นมรดกตกทอดมาถึงฤดูกาลนี้ทั้งโทนี่ อดัมส์, ไนเจล วินเทอร์เบิร์น, ลี ดิกซัน และ มาร์ติน คีโอว์น รวมไปถึงสตีฟ บูร์ด ปราการหลังอีกคนอีกคน และศูนย์หน้าเดนนิส เบิร์กแคมป์ ตำนานของสโมสรในเวลาต่อมาอีกด้วย และก็ต้องยกเครดิตให้กับนักเตะหน้าใหม่ที่เวนเกอร์ซื้อเข้ามา ไม่ว่าจะเป็น เอ็มมานูเอล เปอตีต์, ปาทริก วิเอร่า, มาร์ค โอเวอร์มาร์ส และศูนย์หน้าดาวยิง นิโคลาส์ อเนลก้า
ในช่วงหลายๆฤดูกาลต่อมา เวนเกอร์ทำหน้าที่กับอาร์เซนอลได้ดีแต่กลับไม่ได้แชมป์ตอนท้ายฤดูกาลเลย ในปี 1999 พวกเขาเสียแชมป์พรีเมียร์ชิพให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดโดยวันสุดท้ายของฤดูกาลพวกเขาตามอยู่เพียง 1 คะแนนเท่านั้น แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดยังเป็นทีมที่ทำให้อาร์เซนอลต้องตกรอบเอฟเอคัพในช่วงต่อเวลาพิเศษอีกด้วย จากนั้นอาร์เซนอลก็มาแพ้กาลาตาซารายในการดวลจุดโทษนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่าคัพ ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลเอฟเอคัพ ปี 2001 อาร์เซนอลก็ต้องมาแพ้ให้กับสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล 2 ประตูต่อ 1 จากประตูของไมเคิล โอเว่นในช่วงท้ายเกม ในช่วงนี้ เวนเกอร์ยังได้นำนักเตะหน้าใหม่เข้ามาสู่ทีมเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการเซ็นสัญญาโซล แคมป์เบลล์จากท๊อทแน่ม ฮอตสเปอร์ส และนักเตะชื่อก้องโลกอย่างเฟร็ดดิก ลุงเบิร์ก, เธียร์รี อองรี และโรแบร์ ปิแรส
ขุนพลนักเตะชุดใหม่นี้ช่วยให้อาร์เซนอลในยุคของอาร์แซน เวนเกอร์นั้นสามารถคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้อีกครั้งหนึ่ง ช่วงเวลาที่ทำให้อาร์เซนอลได้แชมป์คือนัดรองสุดท้ายของฤดูกาลที่พบกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด อาร์เซนอลเอาชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไปได้ 1-0 ซึ่งโดยรวมๆแล้วอาร์เซนอลเล่นได้ดีกว่า รอย คีน อดีตกัปตันทีมของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในชุดนั้นยังได้กล่าวถึงเกมนัดนั้นว่าเป็นการแข่งขันกันระหว่าง"เด็กกับผู้ใหญ่" นั่นก็คือฤดูกาล 2001/02 นั่นเอง
อาร์แซน เวนเกอร์ยังเคยพาอาร์เซนอลเป็นแชมป์ฟุตบอลเอฟเอคัพในปี 2003 และพาทีมอาร์เซนอลรักษา สถิติไม่แพ้ใครทั้งฤดูกาลได้และสถิติยิงประตูทุกนัดที่ลงทำการแข่งขันใน พรีเมียร์ชิพจนทำให้คว้าแชมป์อย่างยิ่งใหญ่ในฤดูกาล 2003/04 อีกด้วย
หลังจากนั้น อาร์แซน เวนเกอร์ก็นำถ้วยเอฟเอคัพมาสู่สโมสรอาร์เซนอลได้อีกครั้งในปี 2005 ทำให้อาร์เซนอลได้แชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัยและเอฟเอคัพ 4 สมัยภายใต้การคุมทีมของเวนเกอร์ นับว่าเขาเป็นผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์อาร์ เซนอลเมื่อนับตามถ้วยรางวัลที่ได้มา อย่างไรก็ตาม เวนเกอร์ก็ยังไม่เคยได้แชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก รายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุโรปมาครองได้ โดยเขาพาทีมเข้าไปใกล้คำว่า"แชมป์"มากที่สุดในฤดูกาล 2005/06 ที่อาร์เซนอลเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร แต่กลับแพ้ให้กับบาร์เซโลนา 2-1 อย่างน่าเสียดาย
ในเดือนตุลาคม ปี 2004 เขาได้เซ็นสัญญาว่าจะอยู่กับสโมสรไปจนจบฤดูกาล 2007/08 [1] โดยเดวิด ดีน รองประธานสโมสรอาร์เซนอลวางแผนว่าจะยื่นข้อเสนอให้อาร์แซน เวนเกอร์เข้ามาเป็นบอร์ดบริหารสโมสรเมื่อครั้งที่เขาวางมือจากตำแหน่งผู้จัดการทีมไปแล้ว [2]
อนาคตอาชีพผู้จัดการทีมของเวนเกอร์เริ่มไม่แน่นอนเมื่อครั้งที่เดวิด ดีนได้ ลาออกจากบอร์ดบริหารของอาร์เซนอลเมื่อวันที่ 18 เมษายน ปี 2007 ซึ่งเดวิด ดีนคือหนึ่งในบอร์ดบริหารที่เวนเกอร์ใกล้ชิดมากที่สุดจนเกิดกระแสว่าเวน เกอร์อาจจะไปคุมทีมที่สโมสรอื่นหรืออาจจะวางมือจากวงการฟุตบอล อย่างไรก็ตาม วันที่ 6 กันยายน 2007 อาร์แซน เวนเกอร์ได้ตกลงเซ็นสัญญา 3 ปีฉบับใหม่กับอาร์เซนอล[3] สัญญานี้มีมูลค่าถึง 4 ล้านปอนด์และทำให้แฟนบอลอาร์เซนอลที่เคยคิดว่าเขาจะออกจากสโมสรตอนท้ายฤดูกาลเมื่อสัญญาหมดลงได้มั่นใจขึ้นอย่างมากว่า เขาจะยังอยู่กับอาร์เซนอลต่อไปอีก
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น